ตร.เผยผลสอบนิติเวช เชื่อ ‘ธวัชชัย’ ถูกทำให้ตาย

ผกก.ทุ่งสองห้อง ยัน “ธวัชชัย” ผู้ต้องหาผูกคอตายคาห้องขังดีเอสไอ ถูกผู้อื่นทำให้เสียชีวิต เร่งขยายผลหาผู้กระทำผิด

พ.ต.อ.มานะ เผาะช่วย ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง เปิดเผยภายหลังสอบปากคำ พล.ต.ต.นพ.พรชัย สุธีรคุณ ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ นานกว่า 4 ชั่วโมง โดยยอมรับว่าผลการสอบปากคำสอดคล้องกับรายงานผลชันสูตรศพ นายธวัชชัย อนุกูล อดีตเจ้าหน้าที่กรมที่ดินจังหวัดพังงา

%e0%b8%95%e0%b8%a3-%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%8a-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad

ส่วนกรณีตับจะแตกก่อนหรือหลังการเสียชีวิตนั้น มีการพูดคุยกับ พล.ต.ต.นพ.พรชัย แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด รวมทั้งกรณีซี่โครงหัก ยอมรับซี่โครงหักจริง แต่ไม่ขอตอบว่าหัก ณ ช่วงเวลาใด

พร้อมยืนยันพยานหลักฐาน ขณะนี้สามารถบ่งชี้ได้ว่าการตายของ นายธวัชชัย อาจจะถูกผู้อื่นทำให้ตาย ซึ่งหลังจากนี้จะมีการสอบสวนขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อไป

เล่นพนันกีฬา sbobet คาสิโนออนไลน์กับเว็บเว็บไซต์ชั้นนำ กับเราได้ที่นี่ สมัครง่ายโปรโมชั่นดี มีพนักงานบริการ 24ชั่วโมง แทงบอลออนไลน์ กับเว็บไซต์ sbobetgroup.com ไม่ว่าจะเป็น sbobet , แทงบอล ibcbet , พนันกีฬาออนไลน์ m8bet และบริการอื่นๆ อีกมากมาย 

เผยภาพแท่นปูนริมตลิ่งวัดสนามไชย คาดต้นเหตุเรือล่ม

%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a7

จากกรณีเรือ “สมบัติมงคลชัยทับทิม” ซึ่งเป็นเรือขนาดใหญ่ 2 ชั้น บรรทุกนักแสวงบุญชาวมุสลิม เกิดเหตุล่มบริเวณท่าน้ำวัดสนามไชย จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2559 จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 15 ราย สูญหาย 16 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 44 รายนั้น

ความคืบหน้าล่าสุดระบุว่า (19 ก.ย.) ทั้งยอดผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และสูญหายยังไม่นิ่ง เนื่องจากยังไม่ทราบจำนวนจริงๆ ที่มีผู้โดยสารมากับเรืออย่างแน่ชัด แต่จำนวนที่เรือรองรับได้ตามที่จดทะเบียนกับกรมเจ้าท่า คือ 50 คน ซึ่งจากตัวเลขผู้ประสบเหตุที่ปรากฎล่าสุดนั้นพบว่าเกินจำนวนไปมาก

นายวิรัตน์ ชัยศิริกุล อายุ 67 ปี คนขับเรือ อ้างว่าเรือได้ชนกับวัตถุบางอย่างใต้น้ำ จึงทำให้เรือรั่วจนน้ำทะลักเข้าเรือและล่มในที่สุด ซึ่งมีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ พลศักดิ์ดา บรรดาศักดิ์ ได้มีการแชร์ภาพตลิ่งหน้าวัดซึ่งเป็นแท่นปูนส่วนที่ยื่นออกไปจากตลิ่ง เมื่อน้ำขึ้นจะมองไม่เห็น คาดว่าอาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เรือร่ม

ลุงป้าแคร์ที่ไหน ลงอาบแช่แอ่งน้ำใช้ผลิตน้ำประปาที่จีน

ภาพสุดอื้อฉาว เมื่อชาวบ้านไม่สนใจคำสั่งห้าม พังรั้วกั้นเพื่อลงไปอาบน้ำและแช่น้ำในแอ่งน้ำที่กักเก็บไว้สำหรับผลิตน้ำประปาให้ทั้งมณฑล กลายเป็นประเด็นวิจารณ์ในโลกออนไลน์

%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99-%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b9%81

สำนักข่าวประเทศจีนรายงานว่า โลกออนไลน์กำลังวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังมีภาพกิจกรรมของคุณลุงคุณป้ากลุ่มหนึ่งที่ลงไปอาบน้ำล้างคราบไคลอย่างสบายใจ บริเวณอ่างเก็บน้ำที่เก็บกักน้ำไว้สำหรับผลิตน้ำประปา

ตามรายงานระบุว่า ภาพดังกล่าวได้หลุดออกมาเผยแพร่ในโลกออนไลน์ ตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นภาพของลุงๆ ป้าๆ กลุ่มหนึ่งได้ลงไปอาบน้ำและแช่น้ำอย่างมีความสุข บริเวณอ่างเก็บน้ำของทะเลสาบฟู่เฉียน เมืองยู่ซี มณฑลยูนนาน

ภาพที่ทุกคนต้องนำเอาแชมพูและสบู่ แล้วเปลือยกายเหลือเพียงกางเกงชั้นใน ลงไปอาบน้ำและแช่น้ำอย่างไม่แคร์สายตาใคร ประหนึ่งว่าเป็นบ่อน้ำพุร้อนชั้นดี โดยไม่คำนึงถึงสักนิดว่าบริเวณดังกล่าวเป็นแหล่งน้ำที่กักเก็บเอาไว้สำหรับผลิตน้ำประปาในพื้นที่ต่างๆ ของมณฑล

กระทั่งในเวลาต่อมา ทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบ ปรากฏว่าสิ่งที่ร่ำลือในโลกออนไลน์เป็นเรื่องจริง ยังคงมีชาวบ้านแวะเวียนมาอาบน้ำที่แหล่งน้ำใช้สำหรับผลิตน้ำประปา กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ทางองค์กรกำลังหาผู้ที่ต้องรับผิดชอบในกรณีดังกล่าว

นอกจากนี้ ชาวเน็ตยังได้เปิดเผยข้อมูลว่า ชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวทราบดีว่า แหล่งน้ำบริเวณนั้นเป็นพื้นที่หวงห้าม แต่พวกเขาก็ยังคงฝ่าฝืนและลุกล้ำเข้าพื้นที่อย่างไม่เชื่อฟัง แม้ว่าทางการได้ทำรั้วปิดกั้นบริเวณเอาไว้หมด แต่พวกเขาก็พังรั้วนั้นเข้าไปอาบและแช่น้ำอยู่ต่อไป

ทั้งนี้ ภาพที่เกิดขึ้นกำลังสั่นคลอนเกี่ยวกับคุณภาพของน้ำประปาในพื้นที่ กลายเป็นประเด็นวิจารณ์ว่าน้ำประปาที่ได้รับมาจากแหล่งน้ำดังกล่าวนั้น มีความสะอาดปลอดภัยแน่แล้วจริงหรือ?

สั่งปิดแกรนด์แคนยอน จ.เชียงใหม่ ไม่มีกำหนด

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสั่งปิดแกรนด์แคนยอน จ.เชียงใหม่ ไม่มีกำหนด หลังนักท่องเที่ยวกระโดดน้ำเสียชีวิต

%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%8a

(12 ก.ย.) พ.ต.อ.ปรีชา วิมลไชยจิต รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่, นายศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ชัยเดช นายอำเภอหางดง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินทางมาที่แกรนด์ แคนยอน เชียงใหม่ ใน ต.น้ำแพร่ อ.หางดง เพื่อประชุมหารือร่วมกับผู้ประกอบการ และตรวจสอบสถานที่ ซึ่งเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางน้ำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพักผ่อนและทำกิจกรรม

โดยผลจากการประชุมเบื้องต้นมีมติเสนอเรื่องให้คณะกรรมการเพื่อติดตามกำกับและตรวจสอบพื้นที่ที่มีความเสี่ยง และความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งคณะกรรมมีความเห็นให้ปิดแกรนด์ แคนยอน เชียงใหม่ไม่มีกำหนดจนกว่าจะมีการประชุมคณะกรรมการ เพื่อหามาตราการดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว

ทั้งนี้ หลังช่วงค่ำของวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุนักท่องเที่ยว พร้อมกับเพื่อน 7 คน และพากันเล่นกระโดดน้ำ โดยหลังจากที่นักท่องเที่ยวคนดังกล่าวกระโดดลงไปยังน้ำเบื้องล่าง แต่ยังไม่ทันจะลอยคอขึ้นมาเพื่อนในกลุ่มอีกคนก็กระโดดตามลงไปในระยะกระชั้นชิด จนกระแทกนักท่องเที่ยวคนดังกล่าวหมดสติจมลงก้นบ่อเสียชีวิต

ยึดทรัพย์ จีทูจีปลอม 7 พันล้าน สัญญาณแรงคดีรับจำนำข้าว

เป็นประเด็นร้อน ท่ามกลางหน้าฝน ที่บางคนอาจจะหนาวไปถึงขั้วหัวใจ เมื่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ประกาศอายัดทรัพย์ ของกลุ่มบริษัทสยามอินดิก้า , บริษัท สิราลัย ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทกีธา และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง จำนวนประมาณ 7,000 ล้านบาท

%e0%b8%a2%e0%b8%b6%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b9%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a1-7-%e0%b8%9e%e0%b8%b1

จากฐานความผิดตามที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวกรวม 21 คน กระทำความผิด เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท ไม่ต้องแข่งขันราคากับผู้เสนอรายอื่น แล้วนำข้าวที่ซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาขายในประเทศ หรือต่ำกว่าราคาที่รับจำนำ นำไปขายต่อให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในประเทศ

หรือนำไปให้บริษัท สยามอินดิก้า นำไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมการค้าต่างประเทศและประเทศชาติ คิดเป็นมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท อันเป็นความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2542 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

ซึ่งคดีนี้เราจักกันดีในนาม คดี จีทูจีปลอม โดยการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวมีการเอื้อกันเป็นขบวนการ ทำให้ผู้ที่รับผิดชอบ ในส่วนของนักการเมือง และข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ที่ จะถูกบังคับทางปกครองชดใช้ค่าเสียหายจากการขายข้าวจีทูจี มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท อีก 6 คน คือ

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ , นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ , พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ , นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ , นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และ นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ

ก็ต้องดูขบวนการบังคับทางปกครองว่าจะสามารถเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นในส่วนนี้ได้อีกมากน้อยเพียงใด แต่ผลที่ออกมา ทิศทางที่ชัดเจน ว่าปัญหาจากโครงการรับจำนำข้าว ของรัฐบาลที่ผ่านมา และความเสียหายที่เกิดขึ้น กำลังถูกดำเนินการเพื่อเรียกคืน และ จากผลและทิศทางของกรณี จีทูจีปลอม นี้ ย่อมส่งผลสะเทือนไปยังภาพรวมของ คดีในภาพใหญ่ คือความผิดพลาดของ

นโยบาย และ การไม่ยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะ คดีของอดีตนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กำลังเดินหน้าอยู่ในขั้นการสอบพยานของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ในขณะนี้ เพราะโดยบทบาท ของนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าว และ บทบาทที่ปรากฏต่อสื่อในการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อหลายครั้งหลายคราว ค่อนข้างชัดเจน
จะอย่างไรก็ตาม ในเมื่อเรื่องดังกล่าวอยู่ในขั้นของการพิจารณาของ ศาลฯ ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า การนำเสนอข้อมูลหลักฐาน ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร อีกไม่นานเกินรอก็คงจะมีผลออกมาให้ได้รับรู้กัน

ส่วนในเรื่องของความเสียหายในภาพรวม ของโครงการและความเสียหายจากกรณี จีทูจีปลอม ซึ่งจะถูกคำสั่งทางปกครองเรียกค่าเสียหายจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ และ นายบุญทรง นั้น ก็มีการจี่ทวงถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบจะดำเนินการเมื่อไร ทั้งๆ

ที่มีกระแสข่าวออกมาว่ามีการสรุปความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว รอเพียงให้รัฐมนตรี ลงนามตามขั้นตอน วันนี้ต้องบอกว่า รัฐมนตรีจะมัวซื้อเวลาไม่ยอมดำเนินการคงจะถูกตั้งคำถาม ถูกกดดันจากสังคมมากขึ้นแน่ๆ

อย่างไรก็ตาม ภาพของความผิดพลาดของการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ในทางอาญา แม้ในทางคดียังอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการของกรบวนการยุติธรรมก็ตาม แต่ ผลในส่วนของ คดี จีทูจีปลอม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ค่อนข้างออกมาชัดเจน และคืบหน้าไปเรื่อยๆ.. และโดยสัญญาณโดยทิศทางแล้ว ต้องบอกว่า น่าหนักใจ..และน่าจะสร้างความหวาดหวั่นหนาวไปถึงขั้วหัวใจเป็นแน่แท้.

สองคู่รักขี่จยย.กลับบ้านจะพายายไปรพ. รถแหกโค้งชนแท่งปูนเสียชีวิต

ร.ต.อ.จุมพลภัทร หันทะนันต์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุ รถจยย.เสียหลักแหกโค้งพุ่งชนแท่งแบริเออร์ปูน มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บนสะพานเจษฎาบดินทร์ ต.สวนใหญ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี จึงประสานแพทย์สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูรุดตรวจสอบ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา

สองคู่รักขี่จยย.กลับบ้านจะพายายไปรพ. รถแหกโค้งชนแท่งปูนเสียชีวิต1

ที่เกิดเหตุเป็นถนนขาเข้ามุ่งหน้าตลาด อตก.3 เป็นช่วงทางโค้ง พบร่างผู้เสียชีวิต 2 ราย เป็นชาย 1 ราย ทราบชื่อคือ นายศุภณัฐ อายุ 18 ปี เป็นผู้ขับขี่ สภาพศพ ต้นแขนซ้ายฉีกขาด แขนซ้ายหัก บาดแผลถลอกตามร่างกาย อีกรายเป็นหญิง สภาพศพกะโหลกศรีษะแตก แขนซ้ายหัก มีบาดแผลถลอกตามร่างกาย ทราบชื่อภายหลังคือ น.ส.อิสราภรณ์ อายุ 18 ปี ถัดไปประมาณ 30 เมตร พบรถจยย.ยี่ห้อ คาวาซากิ รุ่นKSR สีดำ ทะเบียน 3กล6151 กทม. ซึ่งเป็นรถของผู้ตายล้มคว่ำอยู่ สภาพรถมีรอยถลอกด้ายแถบซ้ายทั้งแถบ ท่อไอเสียบุบ

จากการสอบถาม นายสินธนา อายุ 19 ปี เพื่อนผู้ตาย เล่าว่านายศุภณัฐ (ผู้ตาย) เป็นนักศึกษาฝึกงานได้ขอลางานจากที่บริษัท TOT สาขาบางกรวย ครึ่งวัน เพื่อที่จะพายายไปหาหมอ จากนั้นได้แวะรับเพื่อนสาวไปด้วยกัน เมื่อถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นช่วงทางโค้งคาดว่ารถน่าจะเสียหลักพุ่งชนแท่งปูนทำให้เสียชีวิตทั้งคู่

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบสวนพยานที่เกี่ยวข้อง หลังจากนี้จะทำการตรวจสอบในที่เกิดเหตุว่ามีกล้องวงจรปิดหรือไม่ เพื่อหาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุที่แท้จริงอีกครั้ง จากนั้นได้มอบร่างให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพื่อชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้งก่อนมอบญาติทำพิธีทางศาสนาต่อไป

สาวไทยเปิดศึกฉะคนจีน ฉกปลาดาวจากทะเลไทย

(2 ก.ย.) ในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์ภาพจากเฟซบุ๊ก Chart Pimpa ซึ่งได้โพสต์ภาพ พร้อมระบุว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ท่าอากาศยานดอนเมือง หลังจากเจอเหตุการณ์นักท่องเที่ยวชาวจีน นำปะการัง ปลาดาว และหอย ขึ้นเครื่องบิน เตรียมกลับประเทศ โดยมีข้อความดังนี้

สาวไทยเปิดศึกฉะคนจีน ฉกปลาดาวจากทะเลไทย1

วันนี้แทบจะกินหัวกันแล้ว คุณเป็นนักท่องเที่ยวแต่ก็ใช่ว่าจะหยิบอะไรกลับประเทศคุณได้ง่ายๆ ดูแต่ตา ดื่มด่ำให้ฉ่ำใจ แต่ไม่ต้องหยิบกลับ!! อย่ามาทำนิสัยเสียๆในประเทศไทย #ปะการัง #ปลาดาว #หอย #งานล่ามจีน #คอแตกเรียบร้อย #บร้ายยย

เพิ่มเติม นี่คือเหตุการณ์วันนี้สดๆร้อนๆ คนจีน นางสู้มาก ฉัตรก็สู้มาก ได้แผลด้วยเพิ่งเห็นตอนกลับถึงห้อง สุดท้ายเรียกตำรวจ เรียกหน่วยงานเกี่ยวข้องมา นางตกใจกลัวต้องเสียค่าปรับและดำเนินคดี ขางี้อ่อนเลย ยกมือไหว้ปลกๆ นี่แค่ตัวอย่าง 1 คน ที่เจอวันนี้ แล้ววันอื่นๆ หล่ะ ขนไปช่องทางอื่นๆ หล่ะ ทรัพยากรธรรมชาติบ้านเราจะเหลือไรไว้บ้าง

หนุ่มคลั่งคว้ามีดไล่แทงญาติ พร้อมจับป้าเป็นตัวประกัน

หลานจับป้าแท้ๆ เป็นตัวประกัน หลังเครียดใช้มีดแทงญาติบาดเจ็บก่อนหน้า 2 ราย หลายคนพยายามเกลี้ยกล่อมนานกว่า 3 ชั่วโมงแต่กลับไม่เป็นผล

หนุ่มคลั่งคว้ามีดไล่แทงญาติ พร้อมจับป้าเป็นตัวประกัน1

เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 30 สิงหาคม 2559 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทลุง ได้รับแจ้งเหตุหนุ่มเมายาจี้ป้าตัวเอง เหตุเกิดอยู่ที่บ้านเลขที่ 29 / 1 หมู่ 11 ต.ท่าแค อ.เมืองพัทลุง ของ นางหนู คงอินทร์ อายุ 77 ปี ในที่เกิดเหตุ นายสุรพล หรือ แกน สุวรรณวงค์ อายุ 23 ปี อยู่ในอาการคลุ้มคลั่ง ใช้มีดปลายแหลมจี้ นางวาสนา คงอินทร์ อายุ 45 ปี ผู้เป็นป้า

โดยนายสุรพล ผู้ก่อเหตุอยู่ในอาการหวาดระแวงพร้อมเรียกร้องจะพบ นางลาภ สุวรรณวงค์ มารดา ซึ่งไม่อยู่ในจุดเกิดเหตุ ท่ามกลางเจ้าหน้าที่คอยตรึงกำลังเฝ้าดูสถานการณ์และการเกลี่ยกล่อมของบรรดาญาติ แต่ไม่เป็นผล

จากการสอบสวนผู้อยู่ในเหตุการณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเบื้องต้นทราบว่า นายสุรพล หรือ แกน เพิ่งพ้นโทษในคดียาเสพติดมา เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา และได้เดินทางกลับมาเยี่ยมญาติ พร้อมกับนางลาภ ผู้เป็นมารดา ก่อนที่นางลาภผู้เป็นแม่ จะได้เดินทางกลับกรุงเทพเมื่อตอนเย็นที่ผ่านมา แต่ปล่อยให้ นายสุรพล พักอยู่กับญาติในพื้นที่ต่อ

ก่อนเกิดเหตุได้มีกลุ่มเพื่อนไปหานายสุรพล คาดว่าจะรวมกันเสพยาเสพติดชนิดยาบ้า หลังจากนั้นตอนค่ำประมาณ 20.00 น. นายสุรพล เกิดอาการคลุ้มคลั่งอาละวาดใช้มีดทำร้าย นายคล่อง อินทร์สุวรรณ์ อายุ 52 ปี ได้รับบาดเจ็บที่ฝ่ามือด้านซ้าย นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ยังพบพระบุญชู มาศทอง อายุ 21 ปี พระลูกวัดชุมประดิษฐ์ เพื่อนสนิทนายสุรพล ได้รับบาดเจ็บที่บริเวณแขนด้านขวาด้วย

หลังจากนายสุรพล ทำร้ายคนทั้งคู่ก็ได้จับนางวาสนา เป็นตัวประกันต่อ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด แม้เจ้าหน้าที่และบรรดาญาติ ๆพยายามเจรจาต่อรองแต่ก็ไม่เป็นผลจนกระทั่งในเวลา 02.30 น วันที่ 31 ส.ค.59 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยจังหวัดพัทลุง ตัดสินใจชาร์จเข้าช่วยเหลือนางวาสนา คงอินทร์ อายุ 45 ปี ที่มีสภาพอ่อนเพลีย หลังถูกนายสุรพล หรือแกน สุวรรณวงค์ อายุ 23 ปี หลานชายจี้เป็นตัวประกันนานรวม 6 ชั่วโมง

โดยเจ้าหน้าที่ใช้วิธีส่งผ้าขนหนูให้นางวาสนา หลังจากนั้นออกอุบายให้นางวาสนา ใช้ผ้าขนหนูคลุมมีดที่นายสุรพลจับอยู่ จังหวะเดียวกันเจ้าหน้าที่กู้ภัยและเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงชาร์จเข้าช่วยตัวประกันได้สำเร็จ ก่อนจะนำตัวนายสุรพล ไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ส่วนนางวาสนา ตัวประกันเจ้าหน้าที่ส่ง รพ.พัทลุง เนื่องจากสภาพอ่อนเพลีย ล่าสุดอาการปลอดภัยแล้ว

เจ้าของรีสอร์ตภูทับเบิกประกาศขายบ้าน

เจ้าของรีสอร์ตบนภูทับเบิก ประกาศโละขายบ้านพัก ผ่านสื่อโซเชียลฯ หลังละแสน คนสนใจเพียบ

เจ้าของรีสอร์ตภูทับเบิกประกาศขายบ้าน

ความคืบหน้าภายหลังทางจังหวัดเพชรบูรณ์ และกรมป่าไม้ เตรียมเดินหน้าปฏิบัติรื้อถอนรีสอร์ตบนภูทับเบิก ในรอบสอง หลังต้องหยุดชะงักเนื่องจากถูกกลุ่มชาวม้งก่อม็อบประท้วง จนมีการยืดระยะเวลาให้รื้อเองอีก 7 วัน โดยครบกำหนดวันที่ 29 สิงหาคม นี้

ล่าสุด ปรากฏมีเจ้าของรีสอร์ตบางแห่งประกาศโละขายบ้านน็อคดาวน์รีสอร์ตบนภูทับเบิก หลังละ 1 แสนบาท พร้อมเครื่องสุขภัณฑ์ภายใน และบริการจัดส่งให้พร้อมแต่เฉพาะในเพชรบูรณ์เท่านั้น ผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดีย

ทั้งที่รีสอร์ตแห่งนี้ ยังไม่มีรายชื่ออยู่ในคำสั่งให้รื้อถอนในลอตแรก แต่เสมือนรับรู้ชะตากรรม ว่าต้องถูกคำสั่งให้รื้อถอนเองในรอบต่อไป จึงตัดสินใจประกาศขายบ้านน็อคดาวน์ดังกล่าว เพื่อหวังถอนเงินที่ลงทุนไปกลับคืน

ปรากฏว่ามีผู้ให้ความสนใจและติดต่อสอบถามใยรายละเอียดอย่างต่อเนื่อง โดยบางรายอยู่ต่างจังหวัดจึงสอบถามว่าจะบริการจัดส่งให้หรือไม่ ซึ่งก็ได้รับคำชี้แจงจากผู้ประกอบการรายนี้ โดยยืนยันเฉพาะที่เพชรบูรณ์เท่านั้น

จากนั้นยังชี้แจงย้ำด้วยว่า “ขอบคุณทุกคนที่สนใจบ้าน สามารถดูภาพภายในได้ในโพสต์ เบื้องต้นบ้านมี 6 หลัง ขออนุญาตให้สิทธิ์คนเหมาก่อน ถ้าไม่มีคนเหมาจะแยกขายเป็นหลัง ผู้ที่สนใจวางมัดจำทำสัญญาหลังละ 5 หมื่น

จับตัวได้แล้ว หนุ่มคลิปลวนลามนักเรียน

ตำรวจจับได้แล้ว หนุ่มในคลิปเป็นโรคจิตลวนลามนักเรียนสาวบนรถสองแถว เจ้าตัวจำนนต่อหลักฐาน สารภาพว่าวันนั้นทะเลาะกับพี่ เพราะเมาหนัก-ขาดสติ

จับตัวได้แล้ว หนุ่มคลิปลวนลามนักเรียน

จากกรณีที่มีการแชร์เตือนภัยโรคจิตหนุ่มคนหนึ่ง ที่พยายามกระทำการลวนลามเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งบนรถโดยสารสองแถว กลายเป็นคลิปที่สังคมออนไลน์ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจตามติดตามจับกุมตัวชายคนดังกล่าวเอาไว้ได้

ตามรายงานระบุว่า เมื่อวานนี้ (24 ส.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางแก้ว จ.สมุทรปราการ ได้ควบคุมตัว นายวระชิต อายุ 39 ปี ชายที่ปรากฏอยู่ในคลิปโรคจิตพยายามลวนลามเด็กสาวดังกล่าว มาสอบสวนที่สถานที่ตำรวจ โดยสามารถติดตามจับตัวได้ที่ริมถนนย่านเขตประเวศ กรุงเทพฯ

จากการสอบสวนเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้นำเอาคลิปที่ตกเป็นข่าวให้กับผู้ต้องหาดู ก่อนจะยอมรับสารภาพว่าเป็นตนเองที่อยู่คลิปจริงๆ นายวระชิต ให้การอ้างว่า ปกติตนทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่ที่ย่านเพชรบุรีตัดใหม่ วันที่เกิดเหตุได้ดื่มสุราเข้าไป ทำให้เกิดอาการมึนเมาและยังมีปากเสียงทะเลาะกับพี่ชาย

ต่อมาจึงได้นั่งโดยสารออกมาจากที่พัก โดยขึ้นรถสองแถวที่ขับไปตามถนนบางนา-ตราด ท่ามกลางผู้โดยสารที่มีตลอดเส้นทาง แต่ตนไม่ทันรู้ตัวว่าได้ทำพฤติกรรมเช่นนั้นออกไป เพราะขาดสติอย่างมากจากการดื่มสุรา

สำหรับกรณีดังกล่าวมีผู้เสียหายได้นำคลิปดังกล่าวมาเข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.บางแก้ว เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา กระทั่งติดตามสืบสวนหาตัวผู้ก่อเหตุ กระทั่งทราบว่าเป็น นายวระชิต จึงได้ควบคุมตัวมาสอบสวนดังกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อผู้ต้องหาให้การรับสารภาพจึงได้แจ้งข้อหากระทำอานาจารเด็กอายุเกิน 15 ปี โดยขู่เข็นด้วยปราการใดๆหรือใช้กำลัง ตามประมวลกฎหมาย ป.วิอาญา มาตรา 278 ทวิ 3 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับ 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดตามกฎหมายต่อไป